ใครจะไปเชื่อว่าในยุคที่พลังซื้อของคนไทยถูกสะกดด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ดิ่งตัวลงอย่างต่อเนื่อง เกือบทุกธุรกิจต่างเจอกับตัวเลขยอดขายติดลบ แต่คงไม่ใช่กับเทรนด์ช้อปปิ้งออนไลน์ที่ยังร้อนแรงสวนกระแสเศรษฐกิจ สะท้อนจากตัวเลขในปีที่ผ่านมามีเม็ดเงินในโลกของ E -commerce สูงถึง 325,000 ล้านบาทเติบโตถึง 16%

หากจะหาความน่าสนใจมากกว่าเข้าไปอีกขั้น คือคนไทยยังช้อปออนไลน์ข้ามโลกเป็นอันดับสองในทวีปเอเชีย จะเป็นรองก็แค่ประเทศจีน โดยสินค้าที่คนไทยชอบช้อปเป็นพิเศษคือ เสื้อผ้า, รองเท้า และเครื่องประดับ โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2016 ที่เพิ่งผ่านไปมียอดช้อปปิ้งออนไลน์ข้ามประเทศของคนไทยแตะ 60,300 ล้านบาท และมากไปกว่านั้นคือการช้อปออนไลน์ข้ามประเทศยังมีทีท่าจะเติบโตอย่างไม่หยุดนิ่ง

และปรากฎการณ์นี้เองที่ทำให้บริษัท E – payment ระดับโลกอย่าง PayPal ที่มีพนักงานกว่า 8,000 คนที่ให้บริการ 200 ประเทศทั่วโลก เลือกจะมาตั้งสำนักงานออฟฟิศในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

 

ทำไมต้องใช้ PayPal

เพียงแต่โจทย์แรกที่ PayPal ต้องตอบคือ นักช้อปชาวไทยจำเป็นต้องใช้ PayPal มากแค่ไหน? เพราะที่ผ่านมาการซื้อสินค้าข้ามประเทศ ก็สามารถช้อปผ่านบัตรเครดิตหรือการหักเงินจากบัญชีผ่านบัตรเดบิตที่เปิดโหมดใช้บริการช้อปออนไลน์ ก็ดูเป็นอะไรที่เพียงพอและตอบโจทย์แล้ว

“ใช้บัตรเครดิตหรือ ATM เวลาซื้อสินค้าต้องใส่รหัสบัตร และหากคนซื้อเจอร้านค้าหรือคนขายที่ Hack ข้อมูลได้ ซึ่งก็ต้องเสียเวลาตามเรื่องกับธนาคาร แต่สำหรับ PayPal เพียงแค่ลูกค้าสมัครและเต็มเงินลงในระบบ หรือจะลิงค์กับบัตรเครดิตก็ได้ จากนั้นเวลาช้อปปิ้งร้านค้าต่างประเทศก็แค่กรอก Username และ Password ก็เข้าสู่หน้าเมนูจ่ายเงินได้ทันที อีกทั้งหากมีปัญหาในการซื้อ- ขาย เราก็มีศูนย์ร้องเรียนในเว็บไซต์ซึ่งติดตามเรื่องได้รวดเร็ว ซึ่งความสะดวกและปลอดภัย ตรงนี้ทำให้คนทั่วโลกชำระเงินผ่าน PayPal 10,900 ดอลลาร์สหรัฐ/วินาที” สมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี ผู้จัดการ PayPal ประจำประเทศไทย บอกถึงเหตุผลที่คนไทยต้องใช้ PayPal ในการช้อปออนไลน์ข้ามประเทศ

 

ก็เพราะรายได้ มหาศาล

หลายคนอาจสงสัยว่าธุรกิจ E – payment ในรูปแบบข้ามประเทศที่ไม่ว่าจะเป็นธนาคารหรือจะเป็น PayPal เองนั้น กำไรที่ได้มาจากตรงไหน ที่รู้แน่ ๆ คือเรตค่าเงินที่มีการชาร์จเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ยกตัวอย่าง สมมติอัตราแลกเปลี่ยนเงินเยนเวลานี้อยู่ที่ 1 บาท/ 0.30 เยน แต่หากกดช้อปออนไลน์ข้ามประเทศเรทค่าเงิน 1 บาทจะอยู่ที่ 0.31 เยน

แต่รายได้แค่นั้นยังถือว่าเล็กน้อย! เพราะธนาคารเองก็ยังสามารถเก็บเปอร์เซ็นต์การขายจากร้านค้าได้อีกเมื่อลูกค้าใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตหรือบัตร ATM ในขณะที่ PayPal เองก็มีรายได้จากตรงนี้ด้วยเช่นกัน

“PayPal ยังชาร์จร้านค้าอีก 4.4% จากราคาสินค้าบวกกับค่าธรรมเนียมอีก 11 บาท แต่ถามว่าธนาคารชาร์จแพงกว่าเราไหม บางธุรกิจธนาคารก็ชาร์จร้านค้าแพงกว่าเรา แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้เปรียบคือบางธุรกิจธนาคารไม่รับเช่น กลุ่มร้านค้าเพชรในต่างประเทศ เพราะกลัวของปลอม แต่กับ PayPal เราทำ”

หากจะ “ฟันธง” ให้ชัดเจนลงไปว่า “คู่แข่ง” โดยตรงของ PayPal นั้นคือกลุ่มธนาคารก็คงไม่ถูกสักทีเดียว เพราะเมื่อถามว่าในธุรกิจนี้ใครสร้างความกังวลใจมากที่สุด สมหวัง ผู้จัดการ PayPal ตอบอย่างรวดเร็วชัดเจนว่าคือ “เงินสด”

“ศัตรูคนสำคัญคือเงินสด เพราะสิ่งที่เราต้องการเปลี่ยนคือ ให้คนเลิกใช้เงินสดแล้วหันมาใช้เงิน ดิจิทัล เพราะ ณ ตอนนี้ มีหลายร้านค้าใช้วิธีเก็บเงินปลายทาง เนื่องจากคนไม่กล้าจ่ายผ่านบัตรรวมไปถึง PayPal ด้วย”

 

ปมปัญหาที่แก้ไขไม่ได้

นอกจากนี้ PayPal ยังต้องวัดใจลูกค้าเพราะนอกจากต้องเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว เรื่องค่าขนส่งสินค้าและค่าภาษี โดยเฉพาะอย่างหลังดูจะเป็นประเด็น “ดราม่า” ในโลกออนไลน์อยู่บ่อยครั้ง เมื่อศุลากรคิดอัตราภาษีแพงเกินจริงในบางครั้ง จนทำให้หลายคนเมื่อได้ยินข่าวรู้สึกหวาดกลัวกับการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ในต่างประเทศ แม้ราคาที่ติดป้ายจะถูกแสนถูกก็ตามที แต่หากเจอภาษีก็อาจกลายเป็นสินค้าราคาแพงในทันที

ถือเป็นปมปัญหาที่ไม่ว่าจะเป็น PayPal รวมไปถึงกลุ่มธนาคารเองก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้เลย เพราะฉะนั้นภารกิจในวันนี้ที่ PayPal ทำได้คือ

  1. กระตุ้นให้ร้านค้าในเมืองไทยหันมาใช้ระบบ PayPal ในการรับชำระเงินจากลูกค้า
  2. กระตุ้นให้กลุ่มบริษัทที่ทำธุรกิจส่งออกหันมาใช้ PayPal
  3. สุดท้ายคือการทำให้คนไทยเลิกช้อปปิ้งผ่านบัตรเครดิตและบัตร ATM หันมาใส่เงินลงในระบบ PayPal มาช้อปออนไลน์

“ยอมรับว่า PayPal ไม่ได้มีงบการตลาดมาก สิ่งที่เราทำได้คือเน้นสร้าง Value ให้คนได้เห็น ซึ่งต้องบอกว่า PayPal จะเติบโตในไทยได้หรือไม่นั้น มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์การใช้งานของทั้งร้านค้าและผู้ที่ใช้งาน เราคงไม่ใช้งบการตลาดเพื่อโฆษณามากมาย”

 

ถึงจะไม่มีงบการตลาดมากมาย แต่ก็ต้องบอกว่า PayPal มาถูกที่ถูกเวลาในช่วงที่คนไทยพกพา Smartphone ติดตัวเกือบจะทุกคน รวมไปถึงการผลักดันของภาครัฐให้มีการใช้ prompt pay รวมไปถึงระบบ E – Payment อื่นๆ อีกมากมายที่ตบเท้าเข้ามาจุดสตาร์ทในเมืองไทย

แต่เชื่อได้เลย! ในอนาคตข้างหน้าจะเหลือเพียงไม่กี่ระบบ E – Payment ที่ได้รับการยอมรับจากคนไทย ที่นี้หากจะวัดว่าระบบไหน ใครจะอยู่ใครจะไป จุดตัดอยู่ที่ว่า ใครสามารถทำให้ระบบ E – Payment ของตัวเอง สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยจากการโดน Hack ข้อมูล และสามารถใช้จ่ายช้อปปิ้งได้อย่างครอบคลุมทุกร้านค้า ฟังดูเหมือนจะง่ายๆ แต่ในเชิงปฏิบัติแล้ว นี่ถือเป็นงานยากและท้าทายของทุกระบบ E – Payment ที่มีอยู่ในตอนนี้ 

 

คนไทยช้อปข้ามโลก แค่ไหน?

ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 69 ล้านคน โดยมีประชากรจำนวน 8 ล้านคนที่เคยมีประสบการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์ มาดูกันว่าแล้วการช้อปข้ามประเทศนั้นคนไทย กล้าที่จะเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน?

ช้อปข้ามประเทศ ช่องทางไหน Hot สุด

สินค้าที่คนไทยชอบช้อปปิ้งออนไลน์ข้ามประเทศนั้นอันดับหนึ่งคือกลุ่มเสื้อผ้า สินค้าแฟชั่น รองลงมาคือสินค้าเกี่ยวกับเครื่องสำอางค์และความงาม สุดท้ายคือของเล่นและงานอดิเรก ที่นี้มาดูกันว่าคนไทยช้อปออนไลน์ข้ามประเทศ

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม