ตลาดชุดชั้นในสตรี (เฉพาะในดีพาร์ทเมนต์สโตร์) มูลค่า 12,000 ล้านบาท ถือเป็นตลาดที่ใหญ่ และมีผู้เล่นอยู่น้อยราว 5-10 แบรนด์เท่านั้น ปีที่ผ่านมาโต -2-3% สำหรับปีนี้คาดว่า 5-8% จากห้างสรรพสินค้าที่เปิดใหม่ และกำลังซื้อที่เริ่มฟื้น

 

เจาะชุดชั้นในแฟชั่นที่ยังมีน้อย

ที่ผ่านมาตลาดชุดชั้นในสตรี เน้นเป็นชุดชั้นในฟังก์ชั้นเกือบทั้งหมด โดยมี 3 แบรนด์หลักที่ครองตลาดได้แก่ วาโก้, ซาบิน่า และ ไทรอัมพ์ ส่วนชุดชั้นในแฟชั่นยังไม่มีไม่มาก ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น ผู้จัดจำหน่ายสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และเครื่องครัว เห็นช่องว่างอยู่ จึงนำเข้า เอแตม แบรนด์ชุดชั้นในชื่อดังจากฝรั่งเศส เข้ามาเจาะตลาดนี้

“ในขณะที่ตลาดแฟชั่นมีมูลค่า 200,000 ล้านบาท แต่ก็มีผู้เล่นเกือบ 300 ราย ด้านตลาดชุดชั้นในยังมีผู้เล่นน้อยและไม่ค่อยเน้นแฟชั่น จึงเป็นโอกาสของเอแตม ซึ่งมีจุดแข็งในด้านแบรนด์และสินค้าที่เป็นลูกไม้ทั้งหมด โดยไมเนอร์นำเข้ามาเมื่อกันยายนปีก่อน โดยความท้าทายของเราคือการแข่งกับแบรนด์ในประเทศ ที่มีมายาวยาวกว่าและคนทั่วไปรู้จัก” จักร เฉลิมชัย รองประธานกลุมพัฒนาธุรกิจใหม่และอสังหาริมทรัพย์ บริษัท ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงโอกาสของเอแตม

 

ราคาต่างจากเมืองนอก 15%

ชุดชั้นในสตรีพรีเมียม คิดเป็นสัดส่วน 5-6% ซึ่ง จักร บอกว่า หากมองคู่แข่งโดยตรงก็มีแค่แบรนด์ วิคตอเรีย ซีเคร็ท รายเดียว ซึ่งช็อปในไทยยังไม่มีที่ขายเฉพาะชุดชั้นใน แต่ถูกขายรวมกับเครื่องสำอางและน้ำหอม แต่คาดว่าในปีนี้ทาง วิคตอเรีย ซีเคร็ท จะทำเป็นช็อปเฉพาะชุดชั้นใน โดยทางเอแตมมีราคาที่ถูกกว่าราว 20-30%
สำหรับราคาที่ขายในไทยต่างจากที่ฝรั่งเศส 15%

ปกติกลุ่มชุดชั้นในลูกไม้ จะมีราคานำเข้าเริ่มต้นที่ 2,000 บาท ด้านเอแตมวางขายที่ราคา 1,290 – 1,890 บาท แบ่งเป็นชุดชั้นในทั่วไป 70% และ Night wear 30%

“กลุ่มลูกค้าหลักอยู่ในช่วงอายุ 25-35 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาและเฟิร์ส จ๊อบเบอร์ ดังนั้นเศรษฐกิจจึงไม่มีผลกับคนกลุ่มนี้”


ปี 2017 จะมีครบ 20 สาขา

ปัจจุบัน เอแตมมีช็อปทั้งหมด 12 สาขา แบ่งเป็น Free standing 5 สาขา Shop in shop 7 สาขา และปีนี้วางแผนขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีก 8 แห่ง หรือภายในสิ้นปีจะมีทั้งหมด 20 สาขา โดยเพิ่ม Free Standing 1 สาขา และ Shop in shop 7 สาขา เน้นทำเลใจกลางเมืองท่องเที่ยวที่มีกลุ่มลูกค้าต่างชาติจำนวนมาก เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา

โดยบริษัทเตรียมทุ่มงบลงทุนสร้าง Free Standing อย่างต่ำสาขาละ 10 ล้านบาท เพื่อสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า ทั้งในส่วน Visual Merchandising และห้อง Fitting Room ส่วน Shop in shop ลงทุน 7 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะเปิดแฟล็กชิป สโตร์ในทำเลใจกลางเมือง

ด้านเกมการตลาด วางงบไว้ 5% จากยอดขาย โดยจะเน้นทำออนไลน์ ใช้อินฟูเอนเซอร์ แคมเปญ ณ จุดขาย และจัดแฟชั่นโชว์ใหญ่ 1 ครั้ง แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆที่เน้น TVC และเริ่มหันมาทำสงครามราคา
“ปีที่แล้วเรามีรายได้ 50 ล้านบาท ปีนี้ตั้งเป้า 350-400 ล้านบาท และใน 3 ปีจะต้องได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท”