ความสำเร็จของบริษัทสื่อในปัจจุบันวัดกันที่บริษัทไหนจะตรึงความสนใจผู้บริโภคได้นานกว่ากัน เพราะเมื่อมีจอหลายขนาดหลากรุ่น ทั้งแบบตั้งโต๊ะและพกพาให้ดูกันได้ทุกที่ทุกเวลา จึงยากที่จะมีสมาธิอยู่กับจอใดจอหนึ่งนาน สำหรับReed Hashtings ไม่ใช่แค่เข้าใจสถานการณ์แต่เขายังมองการไกล พา Netflix ค่าย Streaming Media ยักษ์ใหญ่ที่เขาควบตำแหน่งผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริหาร (CEO) ขยับบทบาทสู่การเป็นผู้ผลิตรายการด้วย วิสัยทัศน์ดังกล่าวพิสูจน์แล้วว่าถูกต้อง ยืนยันได้จากไตรมาสสุดท้ายปี 2016จำนวนผู้ชมกลุ่มที่สมัครใช้ผู้บริการใหม่ (New Subscriber) ทั่วโลกเพิ่มขึ้นมาอีก 7.1 ล้านคน ดันให้รายได้เพิ่มขึ้นเป็น 2,480 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 84,000 ล้านบาท)

Hashtings เป็นชาวอเมริกัน เกิดเมื่อ 8 ตุลาคม 1960 ที่เมือง Boston รัฐ Massachusetts ในบ้านที่มีหัวหน้าครอบครัวเป็นทนายของอดีตประธานาธิบดี Richard Nixon โดยหลังจบปริญญาตรีสาขาคณิตศาสตร์ ตัดสินใจใช้ความรู้ด้านตัวเลขให้เกิดประโยชน์กับผู้ด้อยโอกาสด้วยการไปเป็นครูสังกัดหน่วยสันติภาพ (Peace Corps) ของรัฐบาลสหรัฐที่โรงเรียนมัธยมปลายในสวาสิแลนด์ ประเทศเล็กๆ ในทวีปแอฟริกา ระหว่างปี 1983-1985 ซึ่งเจ้าตัวกล่าวว่า “การมีเงินอยู่แค่ 10 เหรียญสหรัฐฯแล้วท่องไปทั่วแอฟริกา ทำให้ไม่กลัวอะไรทั้งนั้นหากต้องเริ่มทำธุรกิจ”

เมื่อกลับถึงบ้านเกิดอดีตครูมัธยมหมาดๆ เข้าเรียนต่อปริญญาโทคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ด้านปัญญาประดิษฐ์จากมหาวิทยาลัย Stanford จากนั้นได้งานแรกเป็นวิศวกรฝ่ายแก้ไขข้อบกพร่องของ Software (Debug) ที่ Adaptive Technology ในปี 1990 แต่เพียงปีเดียวก็ลาออกมาตั้งบริษัทแรกของตัวเองในชื่อ Pure Software โดยบริษัทที่ชำนาญเรื่อง Debug แห่งนี้ก้าวหน้าต่อเนื่อง พนักงานและผลประกอบการเพิ่มขึ้นตลอด แต่เพราะขาดทักษะด้านบริหาร การกุมบังเหียนองค์กรจึงไม่ราบรื่น จน Hashtings ต้องขอให้คณะกรรมการฝ่ายบริการถอดเขาออกจากตำแหน่ง แต่บอร์ดยังไว้ใจให้ดูแลบริษัทต่อไป จนถึงปี 1996 ซึ่งมีการควบรวมกิจการกับ Ataria Software โดยหลัง Pure Ataria บริษัทใหม่ที่เกิดขึ้นถูก Rational Software ซื้อไปในปีถัดมา Hashtings ก็ขอลาออก

ปี 1998 Hashtings และ Marc Rudolph อดีตเพื่อนร่วมงาน จับมือกันก่อตั้ง Netflix ร้านเช่าวิดีโอแบบออนไลน์และส่งหนังผ่านทางไปรษณีย์โดยใช้ทุนก้อนโตจากการขายกิจการก่อนหน้านั้น และเก็บค่าสมาชิก 40 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 1,360 บาท) ซึ่งเท่ากับเงินที่ Hashtag ถูกปรับจากการไม่คืนวิดีโอเกินกำหนดไป 6 สัปดาห์ โดยคอหนังตอบรับเป็นอย่างดีกับรูปแบบเหมาจ่าย เช่าวิดีโอได้ไม่จำกัดเรื่องและเวลา อีก 2 ปีถัดมา เสนอขายหุ้น 49% ให้ Blockbuster ร้านเช่าวิดีโอยักษ์ใหญ่และมีสาขามากมาย ภายใต้เงื่อนไขว่า Netflix จะ PR แบรนด์ Blockbuster ผ่านช่องทางออนไลน์ของตน ส่วน Blockbuster จะประชาสัมพันธ์ Netflix ให้ตามสาขาต่างๆ ที่มีอยู่ เป็นการแลกเปลี่ยน ทว่าที่สุดแล้ว Deal นี้ไม่เกิดขึ้นเพราะ Blockbuster ไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขดังกล่าว

พลังของ Internet และระบบแนะนำหนังที่คาดการณ์หนังที่ลูกค้าน่าจะชอบอันแม่นยำ ทำให้ปี 2005 จำนวนสมาชิกของ Netflix ในสหรัฐเพิ่มเป็น 4.5 ล้านคน แซงหน้าร้านวิดีโอออนไลน์ทุกค่ายรวมถึง Blockbuster ทำให้ปี 2007 ต่อยอดสู่การให้ชมผ่านภาพยนตร์แบบ Streaming โดย ณ เวลานั้น Hashtings กล่าวถึงการเพิ่มบริการส่งหนังให้สมาชิกได้รับได้ดูหนังผ่าน Internet ว่า “จำนวนวัยรุ่นอายุ 25 ปีลงมาที่ตาจ้องอยู่แต่หน้าจอเครื่อง PC เพิ่มขึ้นต่อเนื่องและซักวันคงแซงหน้าจอโทรทัศน์”

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ยกระดับค่าย Streaming Media อายุเกือบ 20 ปี คือการหันมาให้ทุนบริษัทภาพยนตร์ Series และรายการโทรทัศน์ เพื่อได้สิทธ์ในการออกอากาศเป็นที่แรก ไปพร้อมกับการปล่อย Series ให้ดูครบทุกตอน สนองความต้องการชมยาวต่อเนื่องแบบรวดเดียวจบ (Binge Watch) จนเป็นข้อแตกต่างที่ Content บนโทรทัศน์ให้ไม่ได้ โดย Series ที่ผลิตเองบางเรื่อง เช่น House of Cards และ The Crown ยังไปไกลถึงการคว้ารางวัล Emmy และลูกโลกทองคำ นอกจากนี้ล่าสุด The White Helmet ที่ให้ทุนผลิตยังคว้ารางวัล Oscar ปีนี้ในสาขาภาพนยนตร์สารคดีสั้นอีกด้วย

สำหรับปีนี้เตรียมรายการใหม่ ทั้งภาพยนตร์ สารคดี และ Series มีเวลาออกอากาศเป็นเวลารวมกว่า 1,000 ชั่วโมงเพื่อดึงดูดผู้ชมหน้าใหม่ พร้อมขยายพื้นที่ให้บริการเป็นกว่า 130 ประเทศ ส่วน Amazon Primeและ Hulu ผู้บริหารลูกสอง วัย 56 ปี มองว่าเป็นเพียงคู่แข่งรายเล็กเพราะเชื่อว่าปัจจุบัน Netflix มี Content ในมือมากมายและหลากหลายจนข้ามขึ้นไปสู้กับช่อง Cable TV อย่าง HBO ,AMC หรือ FX ได้แล้ว และคิดว่าที่ต้องแข่งกันจริงๆ คือการทำอย่างไรเพื่อตรึงตาผู้ชมให้อยู่กับ Content ของแต่ละค่ายให้ได้นานสุดในยุคที่มีจออยู่รอบตัว

ที่มา  : businessinsider.com ,cnbc.com ,forbes.com ,wikipedia.com