ไม่ได้พิมพ์ผิดนะคะ ดิฉันทราบดีว่าบัดเดี๋ยวนี้ธุรกิจสิ่งพิมพ์ถูกปะป้ายว่าเป็น Sunset Industry ต่อให้คนที่เคยหลงรักกระดาษเหลือเกินก็ยังถอดใจขอยก ‘Content’ ไปไว้ในภาชนะใหม่ๆ ออนไลน์ต่างๆ ที่สามารถใช้นิ้วไล้ไถถูอ่านจากหน้าจอได้ไม่ใช่หน้ากระดาษ อย่างไรก็ดีเราได้ทำการ Curated ข้อมูลมาพักใหญ่จนพบว่าความสว่างในธุรกิจนี้ยังคงมีอยู่ หากลองพิเคราะห์ดูข้อความจริงหลายประการที่เกิดขึ้นในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา พร้อมกับไปพูดคุยกับสามหนุ่มผู้ยังคงเป็นความสว่างไสวของวงการด้วยความเชื่อมั่นและความรักในคุณค่าของเนื้อหาซึ่งถูกตีพิมพ์ลงบนสิ่งที่เรียกว่ากระดาษ

สำหรับตอนที่ 1 ฟังมุมมองและเรื่องราวเกี่ยวกับการสร้างความสว่างไสวให้กับธุรกิจนี้เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในยุโรปโดยเริ่มที่สิโรตม์ จิระประยูร เจ้าของร้านหนังสือและนิตยสารอิสระ The Booksmith และ The Papersmith  ในตอนที่ 2 พบกับเชน สุวิกะปกรณ์กุล แห่ง Serindia Publishing ผู้รับผิดชอบดูแลพื้นที่หลายพันตารางเมตรชั้นบนเซ็นทรัลเอ็มบาสซีอันประกอบด้วย Book Tower, Art Tower และ Design Shop ที่กำลังจะเปิดตัวใจกลางย่านเพลินจิตราวกลางปี 2017 นี้ และปิดท้ายด้วยหนุ่มร่างเล็กสุดมหัศจรรย์ผู้จุดพลุสร้างความคึกคักให้กับแวดวงวรรณกรรมท้องถิ่นในบ้านเกิดของเขามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ช่วงปีใหม่ดิฉันไปสิงคโปร์พอดีจึงแวะไปคุยกับ Kenny Leck แห่งร้านหนังสือที่เป็นตำนาน Booksactually ที่สิงคโปร์มาด้วยค่ะ

แม้ปัจจุบันในบ้านเราธุรกิจสิ่งพิมพ์ค่อนข้างโลกมืด แต่สิโรตม์ผู้ซึ่งคุ้นชินกับตลาดสิ่งพิมพ์ยุโรปโดยเฉพาะในอังกฤษและเยอรมันที่เขาต้องเดินทางไปเยี่ยมเยือนปีละอย่างน้อยสองครั้งเล่าว่าสิ่งพิมพ์ในอังกฤษในส่วน Print หรือการนำเสนอเนื้อหาบนสิ่งพิมพ์แบบกระดาษ การตลาดเติบโตขึ้นต่อเนื่องกันสองปี ขณะที่ EBook ติดลบขาดทุนสองปีซ้อน ดิฉันเล่าให้เขาฟังว่าตนเองยังตื่นเต้นคุยกันกับ Kenny Leck เรื่องข่าว Amazon เปิดร้านหนังสือที่ซีแอตเทิล ซานดิเอโก้ และพอร์ตแลนด์ ใช่ค่ะ ร้านที่เราเดินเปิดประตูเข้าไปหยิบจับหนังสือได้จริงๆไม่ใช่สั่งซื้อออนไลน์ (ผู้รู้ในวงการคาดการณ์ว่าอะเมซอนน่าจะซื้อกิจการสำนักพิมพ์ใหญ่ๆอีกหลายแห่งด้วย)

Barnes & Noble ก็ใช่ย่อย กลางปีก่อนนิตยสาร Fortune ลงข่าวว่าในปี 2017 นี้ B&N จะเปิดคอนเส็ปต์สโตร์ที่มีบริการอาหารเครื่องดื่ม ไวน์ เบียร์ อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าในร้านหนังสือ ขณะที่ร้านจำหน่ายแมกกาซีนนอกกระแส หรือที่เรียกว่า Independent Magazine คึกคักมากในเมืองใหญ่ในยุโรปอย่างเบอร์ลินและอัมสเตอร์ดัม จำนวนหัวเพิ่มขึ้นละลานตาอาจแตะ 800 หัวกันเลยทีเดียว เรียกว่าสิ่งพิมพ์นิตยสารสาย Independent เติบโตอย่างน่าจับตา

นอกจากนี้นิตยสาร Content เก๋า ซึ่งออกวางแผงฉบับแรกใน ค.ศ. 1933 และต้องยุติการพิมพ์ในช่วงขวบปีที่แปดสิบในปี ค.ศ. 2012 คือนิตยสาร Newsweek เมื่อปี ค.ศ. 2014 เจ้าของใหม่นิวสวีคสร้างความประหลาดใจให้กับวงการหลังจากที่ประกาศว่าขอกลับมาตีพิมพ์นิวสวีคเวอร์ชั่นกระดาษวางแผงอีกครั้ง ด้วยค้นพบโมเดลทางธุรกิจแล้วว่าจะอยู่รอดอย่างไรโดยไม่ต้องพึ่งรายได้หลักจากการโฆษณา

ทั้งหมดทั้งมวลนี้พออนุมานได้ว่า Sunset ในวงการสิ่งพิมพ์ต่างประเทศอาจเกิดขึ้นล่วงหน้าก่อนบ้านเราราวสามสี่ปี มาบัดเดี๋ยวนี้เริ่มค่อยๆเรืองแสงขึ้นมาใหม่เมื่อคำว่าออนไลน์ไม่ใช่คำตอบเบ็ดเสร็จ นอกจากนี้สิ่งที่ดีมากคือในหลายประเทศ ผู้คนในวงการสิ่งพิมพ์เริ่มทบทวนราก พื้นฐาน แก่นแกนของการทำธุรกิจสิ่งพิมพ์กันอีกครั้ง สิโรตม์เล่าว่า

“ในอังกฤษช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา เริ่มมีการให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนา Content มากขึ้น มีการ Support นักเขียน เริ่มกันใหม่จากรากฐาน การทำการตลาดควบคู่กันให้ดีก็ต้องทำแบบมีความเข้าใจในคอนเทนท์ มี Marketing Plan จริงจัง ต้องเริ่มจากพื้นฐานที่แข็งแรงเพื่อให้ตลาดค่อยๆมีหนังสือดีๆในปริมาณที่มากขึ้น เป็นการสร้าง Value”

การกลับมาทบทวนเรื่องคุณค่าที่แท้ของเนื้อหา น่าจะเป็นจุดแรกในการคืนความสว่างไสว  ตรงนี้สำคัญกว่าการรีบร้อนทำแคมเปญสนับสนุนการอ่านแบบเลื่อนลอยเปลืองงบ ประหนึ่งไปแก้ที่จุดปลายๆ 7-8-9 โดยที่ 1-2-3 ยังไม่แข็งแรง คำว่าคุณค่าย่อมหมายถึงคุณภาพด้วย การพิสูจน์อักษร งานบรรณาธิกรที่ทำหน้าที่ทั้งพัฒนา ตรวจสอบ ควบคุมส่วนต่างๆของกระบวนการสร้างเนื้อหาที่ถูกตีพิมพ์บนกระดาษให้ออกมามี Value ที่ยั่งยืน แข็งแรงพอ ก่อนจะส่งไม้ต่อไปยังคนขายผู้ช่วยกระจายคุณค่าแห่งเนื้อหานั้นอย่างมีความเข้าใจ ว่าหนังสือไม่ใช่สินค้าที่สามารถทำการตลาดแบบปกติได้

การตลาดควรเกิดจากความเข้าใจ Content จึงจะสามารถมองช่องทางการตลาดทะลุ นำไปสู่การทำแผนการตลาดที่ดี “สำนักพิมพ์สมัยนี้มีการนำสื่ออื่นๆมาช่วยทำให้คนรู้จัก Content ที่ดีนั้น ไม่ว่าจะเป็นการหยิบเลือกเนื้อหาบางส่วนมาทำคลิปเพื่อปล่อยในยูทูป การจัด Author Tour ให้ผู้เขียนพบปะผู้อ่านในจุดที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย มีการแตกยอดเนื้อหาโดยใช้สื่ออื่นๆเพื่อเสริม ไม่ใช่ combine เพราะเข้าใจว่าไม่ใช่ว่า Content เดียวจะนำไปใช้ได้กับทุกสื่อ”

นอกจากนี้กลไกควบคุมราคาหนังสือ ปัญหาเรื่องการจัดจำหน่ายก็กลายเป็นหนึ่งในตัวทำลายตลาดหนังสืออย่างที่ทราบกันอยู่ ในหลายประเทศหันกลับมาทบทวนและทราบดีว่าต้องมีการดูแลราคาหนังสืออย่างไรโดยไม่ทำลายตลาด “Booksmith ไม่เคยลดราคาหนังสือมานานแล้ว แต่เราพยายามสร้าง Story ที่เพิ่มมูลค่าให้กับหนังสือ ให้คนอยากมาซื้อหนังสือโดยไม่จำเป็นต้องลดราคา”  

สิโรตม์ยังเล่าต่อถึงปรากฏการณ์ดีที่เกิดขึ้นในอังกฤษว่าทุกภาคส่วนลุกขึ้นมาจับมือกันเพื่อให้ร้านหนังสืออิสระ และการอ่านหนังสือเล่มจับต้องกระดาษเพื่อให้ธุรกิจนี้ดำรงอยู่ต่อไป ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ดารา คนดังสาขาอาชีพต่างๆ ล้วนแล้วแต่ตบเท้าเข้าร่วมการรณรงค์ระดับชาติครั้งใหญ่ Books Are My Bag (BAMB) โดยทำหน้าที่ BAMBassador สะพายถุงผ้าที่บรรจุหนังสือที่ตนพกพา และอ่านจนจบ! คงไม่มีอะไรน่าเศร้าไปกว่าการที่บอกว่ารักหนังสือแต่ไม่มีเวลาอ่าน

แคมเปญ BAMB เริ่มต้นเมื่อปีที่แล้ว สำนักพิมพ์ นักเขียน ร้านหนังสืออิสระในแต่ละชุมชนในอังกฤษและไอร์แลนด์ร่วมมือกันโดยมีทุกภาคส่วนสำคัญกระโดดลงมาช่วยเหลือทุกวิถีทางเพื่อให้การรณรงค์นี้ขับเคลื่อนไปได้อย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการกลับไปบำรุง ‘ราก’ แห่ง Content ตามที่ว่าไป โปรแกรมกิจกรรมกระตุ้นการอ่าน การเชื้อชวนให้นักเขียนกับนักอ่านได้กลับมาพบกันใหม่โดยมีร้านหนังสือในชุมชนเป็นศูนย์รวมและยังคงเป็นที่แจ้งเกิดของนักเขียนใหม่ๆเพื่อไม่ให้โลกวรรณกรรมหยุดนิ่ง

จะว่าไปสิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่เลย ฟังดูโลกสวยชวนฝันเสียด้วยซ้ำ แต่ที่มันสว่างไสวคือเขาลงมือทำกันจริงๆเพื่อช่วยชีวิตธุรกิจสิ่งพิมพ์ในประเทศเขาค่ะ เข้าไปชมรายละเอียดแคมเปญนี้ได้ที่  www.booksaremybag.com

มาดูทางด้านนิตยสารกันบ้าง The Papersmith คือกิจการใหม่ล่าที่สิโรตม์ตัดสินใจเปิดร้านใจกลางกรุงเทพฯในห้างเกษรเมื่อปีที่แล้ว ในช่วงเวลาที่นิตยสารถูกทยอยปิดตัวกันแบบที่เรียกว่าร่วงกราว ถ้าเขาไม่เห็นความสว่างไสวของนิตยสารแล้วจะเรียกว่าอะไร? อย่างไรก็ดี นิตยสารที่สิโรตม์คัดสรรมา เรียกว่านิตยสารแนว Independent นะคะ กล่าวคือไม่ใช่นิตยสาร Mainstream แบบดั้งเดิมที่เราคุ้นเคยกันและค่อยๆทยอยหายไปจากแผง

“ตั้งใจจะทำ The Papersmith ให้มี Independent Magazine เป็นหลักครับ และมีหนังสือเกี่ยวกับศิลปะ อาหาร วัฒนธรรมมาวางด้วย Independent Magazine มันไปเร็วกว่าที่ผมคิด คือ Circulation ไม่ได้เป็นรายเดือนแบบปกติ บางหัวออกวางแผงปีละ 4 เล่ม เดือนเว้นเดือน หรือปีละเล่มก็มี และมีให้เลือกแยะขึ้นมากถึง 600 หัว”

หากจะอธิบายความเป็นนิตยสารอินดี้ให้เข้าใจ ดิฉันคิดว่าเราน่าจะทำความรู้จักกับเทรนด์สิ่งพิมพ์ยุคใหม่ ซึ่งแทบจะไม่แตกต่างอะไรจากวงการอาหารที่มี Slow Food วงการสิ่งพิมพ์สมัยนี้ก็มี Slow Journalism เหมือนกัน เรียกว่าเป็นวัฒนธรรมรองที่เกิดขึ้นเพราะผู้คนในวงการที่ให้ความสำคัญกับคำว่า Content Lead หรือเนื้อหานำ ล้วนแล้วแต่มีความอึดอัดขัดใจกับหลายสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นในนิตยสารกระแสหลักที่ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่ามันมาทำลาย Content

ช่วงหลายปีมานี้ จึงมีกระแสใหม่เกิดขึ้นทั่วโลกในการรวมตัวปลุกระดมการสร้างคุณค่าเชิงลึกให้กับเนื้อหา ใส่ใจเรื่องราววิเคราะห์ข้อมูล สร้างเนื้อหาอย่างประณีต ต่อสู้ รวมถึงปฏิเสธสิ่งที่เรียกว่า Advertorial Nonsense—แอดเวอร์ฯแทรกในเนื้อหาทุกอณูไม่ปรากฏให้คุณเอียนรำคาญในนิตยสารสายพันธุ์อิสระ(จากโฆษณา)แน่นอน

หลายประเทศในยุโรป การเรียนการสอนทางด้านสิ่งพิมพ์เริ่มมีการเคลื่อนไหวปรับตัวมาตั้งแต่ ค.ศ. 2005 แล้ว มีการศึกษาวิธีบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านทางโลกดิจิตอล การค่อยๆปรับตัวทางด้านเนื้อหาโดยใช้การออกแบบช่วยให้สอดรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยใช้แนวคิดหลักที่ว่า Editorial-Oriented Design ทำอย่างไร Print & Digital จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และแน่นอนว่าบนพื้นฐานของความ Slow ที่ไม่ได้แปลว่าเชื่องช้าชะลอตัว หากแต่หมายถึงความเนิบช้าอันนำมาซึ่งความลุ่มลึก สิโรตม์ตั้งข้อสังเกตว่าการที่เราอยู่ในโลกดิจิตัลสปีดเร็ว ทำให้ “ทุกคนอยากเป็น The First รีบนำเสนอบอกเล่าเรื่องราวใดๆก่อน แต่ไม่รู้ว่าจะจบยังไง” เพราะยังคิดกันไม่แตกก็รีบล่กปักธงกันแล้ว

ดิฉันคิดว่า Independent Magazine ดีๆ มีแนวคิดหลักที่ชัดเจน วิธีนำเสนอเนื้อหาที่ลงลึก คัดสรรข้อมูลอย่างประณีต วิเคราะห์แตก ทำให้นิตยสารนั้นมีความ Timeless อยู่ได้ยาวไม่แพ้พอกเก็ตบุ๊คชั้นดี เพียงแต่อาร์ตเวิร์ค ภาพถ่าย การจัดหน้าออกแบบรูปเล่มมีความแพรวพราวกว่าหนังสือเล่ม แต่ข้อจำกัดของนิตยสารอินดี้ก็มีเยอะนะคะ

“Kinfolk หลังๆเปลี่ยน Position จากที่เคยเน้นเรื่อง Small Gathering หยิบสิ่งเล็กสิ่งน้อยรอบตัวมาสร้างคุณค่า พอนิตยสารเติบโตขึ้น เริ่มฉีกตัวจากแนวคิดเดิม มีเรื่องราวของ Luxury Fashion Brand เข้ามาแยะขึ้น ทำให้เนื้อหาดูไกลตัว  คนอ่านเดิมๆก็ เริ่ม เอ๊ะ Value ของสิ่งเล็กๆน่ารักใกล้ตัวที่เป็นจุดเด่นมันจางไป เมื่อเทียบกับ Cereal ผมว่าเขายังดูมีความคงเส้นคงวากว่าในด้านแนวคิดหลักและแก่นแกนต่างๆ Colors นิตยสารของ Benetton เป็นอีกเล่มที่น่าเสียดายมากที่ปิดตัว  เพราะบรรณาธิการซึ่งเป็นเหมือนแกนหลักสำคัญลาออก เล่มนี้น่าเสียดายเพราะจริงๆตลาดที่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับ Graphic Design อัตราการเติบโตสูงมาก”

ชายหนุ่มเจ้าของร้านนิตยสารนอกกระแสรายใหญ่ที่สุดในเมืองไทยบอกว่าพยายามจะ curated นิตยสารอิสระ Content ดีแนวนี้เข้ามาวางจำหน่ายที่ร้านให้ได้หมุนเวียนกันไปให้ได้ถึง 600 หัวจากทั่วโลก ก่อนจากกันเราขอให้เขาเลือกนิตยสารอิสระเล่มที่ชอบมาแนะนำ Top 3 เป็นการปิดท้ายการพูดคุยอันสนุกและสว่างไสวในครั้งนี้

 

สิโรตม์ จิระประยูร

จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยพายัพ เชียงใหม่ และไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จบกลับมาเริ่มงานกับองค์กร NGO ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อพัฒนางานหัตถกรรมไทยในจังหวัดอุบลราชธานี ก่อนกลับกรุงเทพฯบ้านเกิดและทำงานนานกว่าเก้าปีที่บริษัทสหพัฒนพิบูล ฝ่ายต่างประเทศ ดูแลสัญญาร่วมลงทุนกับซิเซโด้ ก่อนจะมาร่วมงานกับ Asia Books ต่ออีกเจ็ดปีในตำแหน่งสุดท้ายคือเอ็มดีก่อนจะตัดสินใจลาออกมาในช่วงที่องค์กรเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ เพื่อมาเปิดกิจการของตัวเอง–ร้านหนังสือสองร้าน และทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ชั้นนำในบ้านเราหลายแห่ง ห้าปีหลังจากออกจากองค์กรใหญ่ในฐานะพนักงานประจำ สิโรตม์บอกว่า “เหนื่อยขึ้นกว่าเดิม แต่กำไรเวลา” ทุกเย็นเขามีเวลาพาบุตรชายตัวน้อยไปวิ่งเล่นในสวนสาธารณะใกล้บ้านและออกเดินทางแบ็คแพ็คกับภรรยาอย่างสม่ำเสมอ

The Booksmith ปากซอยนิมมานเหมินทร์ซอย 3  http://facebook.com/thebooksmithbookshop

The Papersmith : An Independent Magazine Shop ชั้น 2 ห้างเกษร http://facebook.com/thepapersmithbookshop

 

MacGuffin macguffin.nl

นิตยสารอิสระก่อตั้งโดยบรรณาธิการ/นักเขียนสาวที่ปักหลักอยู่อัมสเตอร์ดัม ผู้กวาดรางวัลระดับนานาชาติมาแล้วทางด้านการออกแบบเนื้อหาโดยใช้ดีไซน์ภายใต้แนวคิด Content-Lead แต่ละฉบับของแมกกัฟฟินจะหยิบดึงวัตถุชิ้นใดขึ้นมาและขุดลึกลงไปเพื่อนำเสนอความจริง คุณค่าที่แท้เกี่ยวกับวัตถุนั้นๆ ภายใต้แนวคิด The Life of Things ที่ทำให้เราได้รับอรรถรสครบทุกมิติทั้งทางวัฒนธรรม ศิลปะ ประวัติศาสตร์ นวัตกรรม เรื่องราวเกี่ยวกับประโยชน์ใช้สอยอย่างฉบับล่าสุด The Rope ใครจะนึกว่าเราจะได้อ่านเรื่องราวชำแหละลึกเปี่ยมประโยชน์สาระเกี่ยวกับ เชือก อย่างสนุกในความยาวสองร้อยกว่าหน้า ซึ่งทำให้เราค้นพบว่าแม้วัตถุใดที่เราไม่สนใจ แต่เพราะศาสตร์และศิลป์ของ ‘Editorial Design’ กลับเปิดโลกเปิดหูเปิดตาให้เรารับข้อมูลใหม่ๆได้อย่างน่าทึ่งและตรึงใจในอรรถรสที่เลิศไม่แพ้การอ่านพอกเก็ตบุ๊คชั้นดี แต่มันมาในรูปแบบบทความในนิตยสาร นี่คือตัวอย่างของคุณภาพในเชิงเนื้อหาของนิตยสารสายพันธุ์ใหม่ในยุคนี้ หนึ่งในนิตยสารอินดี้เล่มโปรดของสิโรตม์  

 

The Happy Reader thehappyreader.com

นิตยสารอิสระเย็บแม็กง่ายๆดูบางๆแต่เนื้อแน่นเล่มนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อสามปีก่อนโดยทีมจากสำนักพิมพ์สุดเก่า Penguin Classics ร่วมกับทีมนิตยสาร Fantastic Man เนื้อหาในนิตยสารถูกสร้างขึ้นเพื่อคนรักการอ่านโดยเฉพาะ สิโรตม์บอกว่าเป็นการนำ Content มาต่อยอดแตกประเด็นได้อย่างเจ๋ง ในเล่มมีบทสัมภาษณ์พูดคุยอย่างจุใจกับคนดังที่เป็นหนอนหนังสือตัวจริงในส่วนด้านหน้า (Part 1) อีกครึ่งเล่มหลัง Part 2 มีข้อมูลเรื่องราวที่ทำให้เรารู้จักวรรณกรรมที่ขึ้นชื่อว่าคลาสสิคหลายเล่ม ตลอดจนบทความที่นำเรื่องราวหรือจุดน่าสนใจในหนังสือดี วรรณกรรมเด่น มาขยายความให้อ่านกันได้อย่างสนุก เป็นนิตยสารอิสระที่ราคาเบาเบาและติดอันดับขายดีหมดไวในเวลาอันรวดเร็วที่ The Papersmith

 

Ladybeard  ladybeardmagazine.co.uk

 

นิตยสารเฟมินิสต์ทีมงานมีเจ็ดสาวประกาศตัวชัดว่าต้องการมาปฏิวัติเนื้อหาให้ต่างจากนิตยสารผู้หญิงกระแสหลักที่สร้างวัฒนธรรมให้ผู้คนไม่พอใจในตัวเอง และสร้างกรอบแคบขึงตึงทั้งในเรื่องเพศสภาพ สีผิว กระทั่งขนาดเสื้อผ้า โดย Ladybread จะมาสร้างมุมมองใหม่ที่เปิดกว้างในเรื่องต่างๆเหล่านี้ โดยชวนผู้คนขบคิดอย่างสนุกกับเนื้อหาที่ถูกสร้างสรรค์เสาะค้นมาอย่างลงลึกและทีมงานนำเสนออย่างเปิดกว้าง มากกว่าจะชี้นำหรือบงการ โดยเล่มแรกเปิดตัวในปี ค.ศ. 2015 ด้วยธีม Sex issue  จำหน่ายหมดในพริบตาในหนึ่งเดือน Issue ที่สองของนิตยสารสตรีมีเคราว่าด้วยเรื่อง Mind แต่ละคอลัมน์ บทความ  นำเสนอเรื่องราวการทำงานของสมองที่สัมพันธ์กับจิตใจ ความรู้สึกหมกมุ่นหลงรักในวัตถุใดๆของผู้คนผ่านบทสัมภาษณ์ music & mental health ก็มีให้อ่าน ความฝัน แฟนตาซี การตระหนักรู้ จิตสำนึก มาครบแบบข้อมูลดี วิเคราะห์เด่น

Ploy-Profile(4)