เพราะ StartUp ในไทย มักจะมาในรูปแบบของการทำเว็บไซต์ไม่ก็แอพพลิเคชั่น หลายคนจึงเอาข้อจำกัดในเรื่องของเทคโนโลยีมาเป็นข้ออ้างในการทำตามความฝันของตัวเอง

ซึ่งถ้าหากมาคิดกันดี ๆ แล้ว เทคโนโลยีเป็นเพียงแค่ช่องทางเท่านั้น แต่หัวใจในการทำ StartUp ที่แท้จริงกลับอยู่ที่ ‘การทำในสิ่งที่ตลาดยังไม่มี’ ต่างหาก และถ้าคุณยังรู้สึกไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เราพูดแล้วหละก็ คงจะต้องขอยกเรื่องราวของผู้หญิงเก่งคนหนึ่งมาเล่าให้ทุกคนได้ฟังกัน

ที่กล้าบอกว่าเก่ง ก็เพราะว่าไอเดียของเธอสามารถระดุมทุนจากชาวต่างชาติได้กว่า $28,000 หรือราว 8 แสนกว่าบาท ภายใน 35 วัน ด้วยตัวเลขที่ไม่ใช่น้อย ทำให้หลายคนรู้สึกประหลาดใจเมื่อรู้ว่าไอเดียของเธอคือกระเป๋าตังค์เรียบ ๆ ที่ไม่ลวดลายอะไรเลย!

ผู้หญิงเก่งที่เราว่าก็คือ รสลิน จรรยาศักดิ์ หรือคุณรส เจ้าของแบรนด์ MO. กระเป๋าตังค์สไตล์มินิมอล ที่ตอนนี้สามารถสร้างรายได้ให้กับเธอในหลัก 5 ปลาย ๆ จนเกือบแตะ 6 หลัก ต่อเดือน

ส่วนอะไรคือสิ่งที่ทำให้กระเป๋าตังค์เรียบ ๆ สามารถระดมทุนจากชาวต่างชาติได้มากขนาดนี้ ?

มาหาคำตอบจากการสัมภาษณ์ด้านล่างนี้กัน : )

เริ่มธุรกิจจากปัญหาของตัวเองและคนรอบข้าง

ด้วยความที่เป็นนักเรียนนอก มีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติ บวกกับเคยเรียนทำกระเป๋าหนังเพราะความชอบส่วนตัว ทำให้คุณรสได้มีโอกาสทำกระเป๋าตังค์ให้เพื่อน ๆ และตัวเองได้ใช้กันเล่น ๆ

ซึ่งไอความเล่น ๆ นี้แหละเป็นสิ่งที่ทำให้เธอรู้ว่า แม้คนแต่ละประเทศจะมีลักษณะการใช้เงินที่ไม่เหมือนกัน คือคนยุโรปมักจะใช้บัตรมากกว่าเงินสด คนญี่ปุ่นที่ชอบพกเงินสดกับเหรียญมากกว่าบัตร หรือคนไทยที่ใช้ทั้งสองอย่างเท่า ๆ กัน

แต่ทั้งหมดกลับมีปัญหาเดียวกันคือ ‘หาบัตรไม่เจอเวลาจะใช้’ และแม้ในตลาดจะมีกระเป๋าตังค์ให้เลือกซื้ออย่างหลากหลาย แต่กลับไม่มีแบบไหนที่แก้ปัญหาการหยิบบัตรตรงนี้ได้สักที

ตรงนี้เองเป็นโอกาสที่ทำให้คุณรสเริ่มหันมาผลิตกระเป๋าตังค์เป็นของตัวเอง ใช้เวลาลองผิดลองถูกมาเกือบครึ่งปี เปลี่ยนแบบไปมาเกือบ 30 ครั้ง จนสุดท้ายกลายมาเป็นกระเป๋าตังค์หนังแท้ ภายใต้แบรนด์ที่ชื่อว่า MO.

ตัดสินใจหาเงินทำธุรกิจด้วยการระดมทุนจากต่างประเทศ

แม้จะทำกระเป๋าตังค์ตัว Prototype ออกมาได้สำเร็จแล้วก็จริง แต่ถ้าหากจะทำขายแบบธุรกิจ คุณรสจำเป็นจะต้องหาเงินทุนมาตั้งต้นในจำนวนที่ไม่น้อย

ซึ่งการกู้ยืมก็เป็นวิธีที่เสี่ยงเกินไป แต่ก็ยังโชคดีที่เพื่อนของคุณรสได้แนะนำให้เธอได้รู้จักกับ Indiegogo แพลทฟอร์มแบบ Crowdfunding ที่เปิดโอกาสให้คนมีไอเดียมาเสนอโปรเจ็กในเว็บไซต์ โดยเหล่า Creator จะต้องกำหนดจำนวนเงินที่อยากได้ หากมีนำเงินมาสนับสนุนจนถึงเป้าภายในเวลาที่กำหนด Creator ก็จะได้รับเงินตรงนั้นไปทำธุรกิจ ส่วนผู้สนับสนุนก็จะได้รับของที่ระลึก หรือสินค้าราคาพิเศษจาก Creator กลับไป

ซึ่งกระเป๋าตังค์ MO. ของคุณรสก็สามารถทำเงินได้ $28,000 เกินเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ $25,000 ภายในเวลา 35 กลายเป็น 1 ใน 10% ที่สามารถระดมทุนมาทำธุรกิจได้สำเร็จ

ส่วนที่เหลืออีก 90% คือจำนวนของคนที่ไม่สามารถระดมทุนได้ตามที่คิดไว้

5 Keys หลักถ้าอยาก Success ในตลาด Crowdfunding

เมื่อถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ MO. เป็น 1 ใน 10% ที่สามารถระดมทุนมาทำธุรกิจได้สำเร็จ สิ่งที่คุณรสตอบมาก็คือ

1.VDO Presentation ต้องดึงให้คนอยากจ่ายตังสนับสนุ : ต้องทำวิดีโอให้ผู้คนรู้สึกว่าโปรดักท์ของเรามีความคุ้มค่าที่่เขาอยากจะควักตังค์จ่ายเงินมาให้ เพราะถ้าทำวิดีโอคุณภาพต่ำ เล่าเรื่องไม่ดี ใครหละจะอยากดู และถ้าเขาไม่อยากดูก็คงจะไม่อยากจ่ายตังค์ด้วย จริงไหม ?

2.Product ดีอย่างเดียวไม่พอ Marketing ต้องดีด้วย : คุณรสบอกกับ Marketeer ว่า กว่า 90% ที่ไม่สามารถระดมทุนได้สำเร็จก็เพราะมัวแต่คิดว่าของตัวเองดี ยังไงก็มีคนมาซื้อ แต่ถ้าหากไม่รู้จักทำ Marketing ให้คนรู้จัก คนก็ไม่รู้หรอกว่ามีของดีอยู่ข้างใน!

3.บอก Key Message แค่อันเดียวว่า Product ของคุณคืออะไร : การบอกว่า Product ของเราดีไปซะทุกอย่าง จะทำให้คนซับสนและจำไม่ได้ว่าเรามีจุดเด่นอะไร และก็ทำให้ของ ๆ เราโดนกลืนไปกับคนอื่นในที่สุด ยิ่งในยุคนี้ที่ผู้คนมีคอนเทนต์ล้นหัวด้วยแล้วละก็……..ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

โดย Key Message ของ MO. นั่นก็คือการเป็นกระเป๋าตังค์ที่หยิบและใส่บัตรได้ง่าย ซึ่ง Key หลักนี้ก็เป็นการแก้ปัญหาในการใช้กระเป๋าตังค์ให้กับใครหลาย ๆ คนนั่นเอง

4.ใช้หลายสื่อ ดึงคนเข้ามาในเว็บไซต์ : แม้จะมีโปรดักท์วางอยู่ใน Indiegogo อยู่แล้วก็จริง แต่จะมีกันสักกี่คนที่เข้ามาดู MO. ผ่านหน้าเว็บไซต์ Indiegogo เลย ?

คุณรสจึงใช้ Facebook และ Fanpage ของตัวเองมาช่วยโปรโมทเพื่อชวนให้ผู้คนเข้าไประดมทุน เท่านั้นยังไม่พอเธอยังส่งข้อมูลของตัวเองไปตามสื่อต่าง ๆ เพื่อให้สื่อช่วยเป็นกระบอกเสียงอีกต่อหนึ่งด้วย

5.หาคนที่จะมาบอกว่า Product ของคุณยังไม่ดีพอ ให้ได้ : Creator หลายคนมีไอเดียดี หลายคนจึงคิดว่าของตัวเองดี ของตัวเอ๋งเจ๋งแล้ว ซึ่งนั่นก็เป็นแค่มุมมองของคน ๆ เดียวเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราต้องคอยมีคนให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำ ต้องมีคนที่กล้าพูดตรง ๆ กับเราได้ เพื่อให้งานของเราดี ทั้งในสายตาของตัวเองและคนอื่นด้วยเช่นกัน

ราคาแพงกว่าแบรนด์ในห้าง แต่ก็ยังสามารถขายได้แม้จะยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักก็ตาม

ที่ทำแบบนี้ได้ คงเป็นเพราะ MO. มี Position ของแบรนด์ที่ชัดเจน โดย Target ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นคนที่มีไสตล์ มีความ Unique เรียบง่ายแต่ดูดี ซึ่งถ้าจะหากระเป๋าตังค์รูปแบบนี้ในตลาด ก็เป็นเรื่องที่ยากไม่ใช่น้อย

และแม้จะไม่ได้แบรนด์ แต่ลูกค้าที่ซื้อ MO.ไปก็จะได้ความแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละคน

ถึงคนไทยจะไม่ค่อยรู้จัก Crowdfunding แต่ลูกค้ากว่า 50% คือคนไทย

เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจไม่ใช่น้อย ว่าลูกค้ากว่า 50% เป็นคนไทย ทั้ง ๆ ที่คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าคนไทยนิยมใช้แบรนด์เนม หรือนิยมอะไรที่ตามกระแสมากกว่า

ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่คุณรสอยากฝากไปถึงผู้ประกอบการไทยหลาย ๆ คนว่า

“อย่าดูถูกคนไทย! อย่าคิดว่าคนไทยจะอยากได้แต่ของที่ซื้อมาขายไปแล้วก็จบ เพราะยังมีคนไทยในจำนวนที่ไม่น้อยรออะไรดี ๆ จากคนไทยด้วยกันอีกเยอะมาก

เหมือนเราชอบว่ากันเองว่าคนไทยชอบซื้อของนอก แต่จริง ๆ แล้วมันอาจจะเป็นเพราะเขาไม่มีของดี ๆ จากคนไทยด้วยกันเองให้เขาได้เลือกมากกว่า”

ส่วนอีก 50% ที่เหลือก็เป็นลูกค้าจากอเมริกา สิงคโปร์ แคนาดา และญี่ปุ่นปน ๆ กันไป

คนไทยอยากทำอะไรให้รีบทำ เพราะเราได้เปรียบกว่าคนอื่นเยอะ!

เจ็บใจไหม เวลาแบรนด์ต่างประเทศส่งสินค้าเข้ามาผลิตในไทย แล้วเอากลับไปตีแบรนด์ที่บ้านของเขา สุดท้ายก็กลับมาขายเราอีกทีในราคาที่แพงกว่าเดิมหลายเท่าตัว!

ตรงนี้เองเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่านอกจากเราจะมีไอเดียที่ดีที่เจ๋งแล้ว เรายังมีโรงงงานผลิตอยู่ในประเทศ มีค่าแรงมีวัตถุดิบที่ถูกกว่าชาวต่างชาติ และเป็นสิ่งที่สามารถทำประโยชน์ได้อย่างมากมาย

“อยู่ที่ว่าเราจะหยิบเอามันมาใช้หรือเปล่าเท่านั้นเอง”