ก่อนจะครบรอบ 3 ปี ของการประมูลทีวีดิจิทัลในเดือนธันวาคม 2559  ปรากฎการณ์ ผ่องถ่าย เปลี่ยนมือของช่องทีวีดิจิทัลก็เห็นชัดขึ้น

ทั้งค่ายอัมรินทร์ และ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่   คือ King of Content  ที่แข็งแกร่งระดับหนึ่ง แต่ยังมีปัญหา  ดังนั้นจึงคาดการณ์กันว่า ในขณะที่หลายค่ายยังสะสมตัวเลขติดลบ และเม็ดเงินโฆษณา ช่วง 3เดือนสุดท้ายของปีที่ผ่านมายังดิ่งลงสุด ๆ ก่อนครบกำหนดจ่ายเงินงวดที่ 4 ในเดือนพฤษภาคม 2560 คงมีภาพการเข้ามาของกลุ่มทุนใหม่ แน่นอน

ถ้า  Content ไม่ใช่  king  อีกต่อไป แล้ว  Business  Model ใหม่ ของทีวีดิจิทัล  จะเป็นอย่างไร

ดร.สิขเรศ ศิรากานต์ นักวิชาการอิสระด้านสื่อดิจิทัลและสื่อใหม่ ให้สัมภาษณ์  marketeer  ในประเด็นต่างๆไว้อย่างน่าสนใจ

 

ทำไม? ทีวีดิจิทัล อาการหนัก   

อุปสรรคสำคัญของการทำทีวีดิจิทัล ทุกคนพุ่งเป้าไปยังเรื่องของ พฤติกรรมของคนดูทีวีน้อยลง คนมีช่องทางใหม่ๆในการเสพคอนเท้นต์     ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีทำให้เม็ดเงินโฆษณาเข้ามาน้อยลง และไหลไปในช่องทางอื่นๆมากขึ้น

ดร. สิขเรศ กล่าวว่า  ถ้าย้อนกลับไปดูสาเหตุของปัญหาสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ  ไม่มีการออกแบบความคิดที่มีองค์ความรู้พอ

“วันนั้นผมและนักวิชาการหลายท่านเคยมีการทักท้วงว่าทำไมเราถึงต้องมีการประมูลในรูปแบบนี้ ต้องขีดเส้นใต้ว่าเราเห็นด้วยในรูปแบบการประมูล แต่ถึงวันนี้ยังไม่มีใครบอกได้ว่าทำไมต้องมีทีวี 24 ช่อง  ทำไมต้องมีการแบ่งประเภทช่องรายการแบบนี้ และเรามีองค์ความรู้เพียงพอหรือไม่ที่จะบริหารจัดการให้อุตสาหกรรมนี้มีความอยู่รอด

“วันนั้นเป็นโอเวอร์ ดีมานด์  วันนี้ คือโอเวอร์ ซัพพลาย  ตอนนั้นใคร ๆ ก็อยากจะเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้การบริหารจัดการเลยอาจจะไม่รอบคอบพอ เพราะตอนนี้สินค้าล้นตลาดทุกสินค้าที่เข้ามา เหมือนๆกัน มีเนื้อหาคล้ายๆกันหมด

“ทำไมต้องมีช่องข่าวถึง 7 ช่อง ทั้งๆที่ทุกช่องสามารถทำรายการข่าวได้ วันนี้ช่องวาไรตี้อย่างไทยรัฐทีวี ทำข่าวได้น่าดูกว่าช่องข่าวโดยตรง มันสะท้อนว่าเราไม่ได้เข้าใจถึงหลักคิด หรือธรรมชาติของอุตสาหกรรมนี้อย่างจริงๆ”

ที่สำคัญคือ ทุกคนอยากจะลงมาเป็น Platform Owner แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับช่องที่เป็นเจ้าคอนเท้นต์ที่มีเรตติ้งที่ดี  ได้ตอกย้ำให้เห็นแล้วว่าสิ่งที่ขับเคลื่อนธุรกิจนั้น คือ Market Drive  ไม่ใช่  Supplier Drive

 

 เมื่อ  King of Content  ยังต้องถอย

ช่อง ONE ของแกรมมี่  เรตติ้งคนดูกำลังเพิ่มขึ้น แรงกิ้ง อยู่ใน top 5 top 6   ได้ขายหุ้นในสัดส่วนถึง 50% ให้กับธุรกิจในตระกูลปราสาททองโอสถ อมรินทร์ ทีวี ได้ขายหุ้น  47.62% ให้กับกลุ่มไทยเบพ ทั้ง 2 ค่ายคือเจ้าแห่งคอนเท้นต์ แกรมมี่ มีประสบการณ์ในเรื่องหนัง ละคร และเพลง มากว่า 3 ทศวรรษ  เช่นเดียวกับ อัมรินทร์ที่เป็นเจ้าของค่ายสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของประเทศมานานเกือบ 4 ทศวรรษ

“ทั้ง 2ค่าย มีจุดแข็งมี Positioning ชัดเจน  เป็นคอนเท้นต์เมกเกอร์ เป็นคอนเท้นต์แฟกตอรี่ ที่เก่งมาก  แต่วันนั้นทุกคนอยากเป็น Platform Owner ลืมไปว่าเจ้าของแพลตฟอร์มที่เก่งจริง ๆ ในวงการเใช้เวลาตั้งหลายปี เช่นช่อง 3 ช่อง 7  ถึงแม้จะเป็นระบบสัมปทานมาก่อนแต่ใช้เวลากว่า 40 ปีถึงจะยืนได้อย่างมั่นคง”

อัมรินทร์ ไม่สามารถบริหารคอนเท้นต์ให้โดนใจคนดู จนเรตติ้ง ไม่ติด Top 10  ส่วนช่องวัน นั้นเรตติ้ง ดีมาโดยตลอด แต่ทำไมต้องถอย

ดร. สิขเรศอธิบายว่า เพราะต้องเติมเงินเพื่อรักษาเรตติ้งกับแรงกิ้งที่เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม ในวันที่รับผิดชอบการผลิตละครอย่างเดียว เรื่องไหนดังเรตติ้งดีก็นับเม็ดเงินกำไรได้  แต่ตอนนี้ต้องเตรียมเงินค่าใบอนุญาต ต้องซื้อหรือผลิตรายการต่าง ๆ เพื่อสร้างเรตติ้งทั้งช่อง ต้องหาบุคลากรฝ่ายต่าง ๆ เข้ามา ต้องบริหารจัดการในหลายเรื่อง ไม่อย่างนั้นรักษาแพลตฟอร์มไว้ไม่ได้

“ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นต่อให้เศรษฐีเท่าไหร่ก็หนาว อย่าลืมกว่าแกรมมมี่รีสตัคเจอร์องค์กรบ่อยมากตั้งแต่ยุคจุดเปลี่ยนของธุรกิจเพลงดิจิทัล  ต้องขายธุรกิจหนังสือ ธุรกิจดาวเทียม  ครั้งนี้ก็เป็นวิธีการ Cut Loss อย่างหนึ่งของเขาเหมือนกัน”

แม้แต่ช่อง CTH ซึ่งมีเงินซื้อคอนเท้นต์  แบบ เอบวก ๆ  อย่างเช่น ฟุตบอลพรีเมียร์เป็นตัวดึง แต่เขายังไปต่อไม่ได้เลย

“Content is  King  อย่าลืมว่า Platform is Queen  และ  Management  is  The Emperor  ทีวีอะนาล็อคช่องเดิมๆ อาจจะมีปัญหา แต่เขามีประสบการณ์ ในเรื่องบริหารจัดการมาก่อน ในขณะที่พวกรายใหม่ อาจจะเก่ง เรื่องคอนเท้นต์  แต่การก้าวมาเป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม ไม่ใช่เรื่องง่าย”

 

Control  C  Journalist”  จุดบอดช่องข่าว

ประเด็นที่ต้องลุ้นกันอีกระลอก คือ เดือนพฤษภาคม 2560 ที่จะครบกำหนดจ่ายค่าประมูลทีวีดิจิตอลงวดที่ 4 ในขณะที่สมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT)  ประเมินตัวเลขอุตสาหกรรมโฆษณาปี 2559 จากเดิมคาดว่าทรงตัวหรือติดลบ 5% ข้อมูลล่าสุดลดลง 10%   โดยสื่อโฆษณาทีวีลดลง 14.4%

ดังนั้น โมเดลการซื้อช่องทีวีดิจิทัลยังมีให้เห็นอีกแน่นอน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกช่องจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ หลายช่องถึงเป็นตัวแดงแต่ยังมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่นช่องวันที่มี ดารา นักร้อง ผู้กำกับ เป็นทรัพย์สินที่ดีสามารถนำไปต่อยอดได้ ส่วนค่าย อมรินทร์ ในส่วนของอีเว้นท์ ในส่วนของสิ่งพิมพ์เขาก็ยังได้กำไรอยู่

ส่วนที่น่าเป็นห่วงคือช่องข่าวซึ่งหลายช่องเรตติ้งต่ำมาก ข่าวเป็นสินค้าซ้ำ ๆ กับช่องอื่น ๆ สร้างจุดขายที่แตกต่างได้ยาก นอกจากนั้นเทคโนโลยี่ยังเป็นตัวกำหนดที่สำคัญ

“เราเห็นแล้วว่าข่าวทางโซเชียลมีเดียเร็วกว่าข่าวทางทีวี  ข่าวที่อยู่กระแสบางครั้งคนไม่จำเป็นต้องรอข่าวในทีวี  ปัญหาก็คือการเกิด  control  c journalist   บางช่องข่าวก็อบข่าวจากแอดมินแฟนเพจดัง มาเล่าต่อ  ไม่มีความลึกใดๆเลย ยิ่งทำให้น่าเบื่อ ในขณะะที่ช่องวาไรตี้ สามารถปรับตัว ได้คล่องตัวกว่า”

 

Business  Model ใหม่ที่จะเกิดขึ้น  รู้แล้วหนาว !

ดังนั้นสิ่งที่เกิดจากนี้ไปคือ

  1. การบริหารจัดการทางด้านการเงินจะนำเรื่องการบริหารจัดการเรื่องคอนเท้นต์   วิธีคิดในเชิงการเงินจะเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น  อะไรที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ จะถูกตัดออกไป
  2. จะมีแพลตฟอร์มใหม่ๆเพื่อยอดธุรกิจของคนที่เข้ามาถือหุ้นใหม่  อย่างเช่นละคร ในไลน์
  3. จะเห็นสิ่งที่มากกว่าการ tie-in สินค้า แต่จะมีลักษณะของแบรนด์เด็ด คอนเทนต์ เยอะขึ้น
  4. รายการดีๆบางรายการที่ไม่ตอบโจทย์ ก็ต้องถูกตัดออก หรือไปออกในช่วงที่ไม่มีคนดู
  5. จะเป็นส่วนผสมทางด้านการตลาดกับสินค้าของคนที่เข้ามาเป็นนายทุนมากขึ้น เมนสปอนเซอร์รายการใหญ่ ๆ ต่อไป คนที่ไม่มีช่องก็มีโอกาสน้อยลง

“สิ่งที่เขาจะได้คือการบริหารทางการเงินที่ชาญฉลาด 1 ไม่ต้องเสียเงินให้เจ้าอื่น ทางบัญชีส่วนนี้คือค่าใช้จ่าย  แล้ววนกลับมาเป็นรายรับอีกบริษัท 2.  สามารถบริหารจัดการแพลตฟอร์มตัวเองได้ ทุกค่ายมีวิธีการวัดกลุ่มเป้าหมายที่ตัวเองเข้าถึงได้ ดังนั้นแทนที่จะเล่นเกมของคนอื่น โดยยังมั่นใจว่าจะใช้เรตติ้งของใครเป็นคนวัด  ก็มาเล่นเกมของตัวเองดีกว่าเจ้าของสินค้า หรือเจ้าของทุนใหม่ อาจจะสบายใจมากกว่าด้วย”

6. มีการร่วมมือกับสำนักพิมพ์ต่างๆ เพื่อได้คอนเทนต์มาในราคาที่ถูกกว่าทำเอง

ดร.สิขเรศ กล่าวย้ำว่า  อุตสาหกรรมนี้ถ้าไม่มีปรับโครงสร้างการชำระหนี้  หรือทบทวนการจ่ายเงิน จะไปต่อลำบากมาก และกระทบถึงผู้คนที่อยู่ในธุรกิจนี้จำนวนมาก

“ การไม่จ่ายเงินเป็นเรื่องต้องห้ามไม่มีนักวิชาการคนไหน จะเห็นด้วยกับเรื่องนี้  แต่ถ้าทีวีจอดำขึ้นมา ขั้นตอนของการคุ้มครองผู้บริโภคจะทำอย่างไร อำนาจเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่กสทช แต่อยู่ที่รัฐบาล ถ้าทีวิดิจิทัลล้ม มีการเบี้ยวจ่ายเกิดขึ้น เงินส่วนหนึ่งที่จะเข้ารัฐ เพิ่อไปผลักดันโครงการอื่นๆทางด้านดิจิทัล เช่นอินเตอร์เน็ตหมุ่บ้านก็ไม่เกิดขึ้น ไทยแลนด์ 4.0 ก็เกิดยากเช่นกัน ”